เมื่อผมติดโควิด-19 เป็นครั้งที่ 2 ผมรู้สึกโชคดีที่มีประกันสุขภาพเพื่อเข้ารักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งครอบคลุมทั้งการรักษาผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD) อาการเริ่มแรกของผมคือรู้สึกระคายคอและเหนื่อยง่าย ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2567 อาการเหล่านี้ยังคงอยู่จนถึงวันรุ่งขึ้น และในตอนเย็นก็เริ่มแย่ลง วันที่ 1 สิงหาคม 2567 ผมตัดสินใจไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเอกชน เนื่องจากมีประกันสุขภาพ OPD และ D-Health Plus ซึ่งช่วยให้กระบวนการรักษาเป็นไปอย่างราบรื่น
เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ผมใช้เวลาเพียง 5 นาทีในการตรวจสอบสิทธิ์การรักษา และพยาบาลก็พาผมไปที่ห้องตรวจเพื่อชั่งน้ำหนัก วัดความดัน และสอบถามอาการเบื้องต้น พยาบาลแนะนำให้ตรวจ Antigen เนื่องจากสงสัยว่าผมอาจติดโควิด-19 หรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A หรือ B ผลตรวจออกมาพบว่าผมติดเชื้อโควิด-19 การตัดสินใจมาหาหมอทันทีทำให้ผมรู้สึกโล่งใจ เพราะที่บ้านมีผู้สูงอายุ หลังจากนั้น ผมได้พบแพทย์เพื่อตรวจสอบระบบหายใจและปอด หมอระบุว่ามีโอกาสต้องนอนโรงพยาบาล แต่เนื่องจากประกันสุขภาพ D-Health Plus ครอบคลุมค่าใช้จ่ายสูงสุดถึง 5 ล้านบาท ทำให้ผมไม่กังวล แพทย์สรุปว่าให้ผมกลับไปรักษาตัวที่บ้านเพราะว่าอาการไม่แย่ มีไข้ยังไม่ถึง 24 ชั่วโมง สุขภาพร่างกายแข็งแรง และไม่มีโรคประจำตัว
สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในครั้งนี้คือความคุ้มครองจากประกัน OPD ซึ่งทำให้ผมไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยนอก ค่าใช้จ่ายรวม 2,903 บาท โดยที่ประกัน OPD ครอบคลุมถึง 2,800 บาท ทำให้ผมจ่ายส่วนต่างเพียง 103 บาท กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การรักษาจนถึงรับยาใช้เวลาเพียงประมาณหนึ่งชั่วโมง ซึ่งสะดวกและรวดเร็วมาก
ยาที่ได้รับประกอบด้วย:
ยาต้านโควิด-19 สำหรับกิน 5 วัน
ยาปฏิชีวนะสำหรับกิน 5 วัน
ยาลดไข้
ยาแก้ไอ
ยาแก้แพ้
ยาอมลดอาการเจ็บคอ
หลังจากกินยาครบ 5 วัน ผมก็หายดีแล้วครับ
สรุป การมีประกันสุขภาพ D-Health Plus ทำให้รู้สึกสบายใจเมื่อเข้ารักษา โดยเฉพาะความคุ้มครอง OPD เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ ผมขอแนะนำให้ทุกคนที่ยังไม่มีประกันสุขภาพ พิจารณาเลือกแผนประกันที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเอง เพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ไม่คาดฝัน
ช่วง 10 วันที่ผ่านมา ผมไม่ได้ทำงานเลย ทั้งงานประกันและรีวิวหนังสือ เพราะป่วย 🤒🛌 อาการเริ่มต้นเมื่อวันที่ 12/04/2568 รู้สึกเหนื่อย มีไข้ต่ำๆ เจ็บคอนิดหน่อย คิดว่าเป็นแค่หวัดธรรมดา พอวันที่ 14 อาการเหมือนจะดีขึ้น แต่กลางดึกกลับมาเจ็บคออีกครั้ง แล้วก็เริ่มมีอาการใหม่คือไอแห้ง ไอลึก ไอไม่หยุดจนแทบไม่ได้นอนเลย 🌙💤
ตัดสินใจไปหาหมอนอกเวลาที่โรงพยาบาลวัฒนาอุดร โดยใช้สิทธิประกันสุขภาพ OPD ได้รับยาปฏิชีวนะ ยาแก้ไอ ยาแก้แพ้ และยาแก้ปวดลดอักเสบ พร้อมใบรับรองแพทย์ให้ลาป่วย 1 วัน แต่หลังจากนั้น อาการไอก็ยังไม่ดีขึ้น กลับแย่ลงเรื่อยๆ ร่างกายอ่อนไหวมาก เคลื่อนไหวหรือพูดนิดเดียวก็ไอ กินก็ไอ นอนก็ไอ ไอจนเหนื่อยและนอนไม่หลับเลย
ผมจึงตัดสินใจไปหาหมออีกรอบ 🏥😷 คราวนี้แจ้งอาการอย่างละเอียดว่าไอแห้ง ไม่มีเสมหะ ไอลึก คุณหมอตรวจฟังเสียงหายใจและส่งตรวจเอกซเรย์ ผลออกมาปอดปกติ แต่พบว่า *หลอดลมอักเสบ* 🩻 นั่นคือสาเหตุของอาการไอ
หมอจัดยาชุดใหม่ให้ ซึ่งได้ผลดีมาก โดยเฉพาะยาแก้ไอที่ช่วยกดอาการไอ ทำให้นอนหลับพักผ่อนได้ดีขึ้นมาก 💊🛏️ และยังมียาปฏิชีวนะตัวใหม่ ยาลดอักเสบ ยาอม รวมถึงลาป่วย 2 วัน ทำให้ร่างกายได้ฟื้นตัวเต็มที่ อาการก็ดีขึ้นชัดเจน และสามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ
ค่าใช้จ่ายในการพบหมอทั้งสองครั้ง รวมแล้ว 2,959 บาท 💸 ซึ่งทั้งหมดสามารถเคลมได้จากประกันสุขภาพแบบผู้ป่วยนอก (OPD) แค่มีประกันสุขภาพ OPD หลักพันบาท ก็ช่วยให้กระบวนการรักษาง่ายขึ้น ไม่ต้องลังเลว่าจะไปหาหมอหรือไม่
นอกจากนี้ผมยังมีประกันสุขภาพแบบผู้ป่วยใน (IPD) ที่ให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 5,000,000 บาท 🧾✅ ทำให้รู้สึกมั่นใจว่า หากอาการหนักจนต้องนอนโรงพยาบาล ก็จะไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย
สรุปเลยว่า ประกันสุขภาพ โดยเฉพาะแผนที่มี OPD คือสิ่งที่คุ้มค่ามากในการใช้ชีวิตยุคนี้ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเมื่อไรจะเจ็บป่วย และเมื่อมีอาการ การเข้ารักษาอย่างทันท่วงทีก็ช่วยให้หายไวและไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด
วันอังคารที่ 29 ตค 67 (วันที่เปลี่ยนชีวิต)
เวลา 13.00 น มา รพ.กรุงเทพ หาดใหญ่ ด้วยอาการอ้วกเป็นเลือด(เลือดออกในกระเพาะอาหาร) หมอให้นอนห้อง ICU เพื่อให้เลือด
เวลา 20.00 น หมอทำการส่องกล้องดูในกระเพาะอาหาร
วันพุธที่ 30 ตค 67 หมอมาแจ้งผลการส่องกล้อง เจอแผลในกระเพาะ(ได้ฉีดยาห้ามเลือดให้) และเจอก้อนเนื้อที่กระเพาะอาหาร ขนาด 3x4 cm ได้ตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจจะรู้ผลภายใน 48 ชม.
วัน พฤ ที่ 31 ตค 67 หมอส่งตรวจ CT Scan ดูว่าเลือดยังออกในกระเพาะอีกไหม
ช่วงบ่าย ออกจากห้อง ICU ย้ายมาอยู่ห้องพิเศษ
(นอนห้อง ICU 3 วัน 2 คืน ได้รับเลือดไป 4 ถุง)
วันศุกร์ที่ 1 พย 67 หมอมาแจ้งผลชิ้นเนื้อ ว่าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารระยะ2 และส่งต่อหมอผ่าตัด ช่วงสายๆ ได้คุยกับหมอผ่าตัด (ครั้งแรกหมอแจ้งว่าต้องตัดกระเพาะออกทั้งหมด)
วันจันทร์ที่ 4 พย 67 เตรียมตัวก่อนเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ เติมเลือดอีก 1 ถุง พร้อมกับตรวจ Echo หัวใจ และ EKG ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
วันอังคารที่ 5 พย 67
เวลา 14.00 น เข้าห้องผ่าตัด โดยการผ่าตัดเป็นการผ่าแบบเปิดหน้าท้องเพื่อตัดกระเพาะออก 75% เลาะไขมันและต่อมน้ำเหลืองออก (ผ่าตัดใหญ่ใช้เวลาผ่าตัด 6-7 ชม) ให้เลือดในห้องผ่าตัดอีก 2 ถุง
เวลา 23.00 น ออกจากห้องผ่าตัดมาพักฟื้นที่ห้อง ICU 1 คืน
วันพุธที่ 6 พย 67 ช่วงบ่าย ออกจากห้อง ICU ย้ายมาอยู่ห้องพิเศษ
วันเสาร์ที่ 16 พย 67 ได้เจอกับหมอมะเร็ง หมอให้ทำคีโมหลังจากผ่าตัด 1 เดือน เริ่มคีโมวันที่ 7 ธค จะคีโมทุก 3 สป. โดยการฉีดยา 1 เข็ม และให้กินยา 2 อาทิตย์ เป็นระยะเวลา 6 เดือน
สรุป การรักษาตัวครั้งนี้ นอน รพ รวม 19 วัน ค่าใช้จ่ายรวม 1,062,695.60 บาท
- เอ็กตร้าแคร์พลัส จ่าย 242,000 บาท
- D Health จ่าย 770,019.60 บาท
- ประกันกลุ่ม จ่าย 42,290.40 บาท
- มีส่วนเกิน 5,511.20 บาท
- ได้ส่วนลดจาก รพ 2,150 บาท
- เหลือจ่ายเอง 2,350 บาท
ขอขอบคุณเมืองไทยประกันชีวิต
ขอขอบคุณ พี่มาร์ สายงาน/ พี่นิค ผอ.ฝ่าย/ พี่ข้าวฟ่าง/ พี่อภิชัย / ทีมวางแผน / ทีม Sales Co ใต้ / พี่น้อง Sales Co ทุกท่าน / พี่น้องฝ่าย ARSD/ พี่น้องฝ่ายขายทุกท่าน
ขอบคุณคุณผู้ปกครองทีมบาสลูกรักทุกคน และที่สำคัญที่สุดคือครอบครัวผมครับ
ขอขอบคุณทุกท่านที่เป็นห่วงและให้กำลังใจผมมาตลอดครับ
#โชคดีที่มีประกัน
#โชคดีที่เป็นตัวแทน
#เมืองไทยประกันชีวิต